บทความ

นิยายแฟนตาซี - มหายุทธ์เทพศาสตรา - เทพศาสตราอาวุธพิชิตฟ้าดิน เคราะห์กรรมสู่สำนัก

ซูเซียน(苏先) แปลเอาเองว่า ซูอันดับหนึ่ง  หลิ่วฝาง (預防) หมายถึง การป้องกัน  เชี่ยโส่ว (战斗)หมายถึง การโจมตี

ตอนที่ 1
ศาสตราพิชิตสวรรค์ พลันปรากฏ

 
มหาพิภพเทียนฉาน หนึ่งในอาณาจักรปราณยุทธ์อันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ซุกซ่อนขุนเขาปริศนานามว่า ‘บรรพตนิรันดร์’ บนยอดเขาเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ไร้ผู้คนมาเยือนนับหมื่นปี บัดนี้กลับปรากฏบุรุษผู้หนึ่งในชุดนักพรตสีขาวบริสุทธิ์ ผมเฝ้าสีดอกเลากับหนวดเครายาวถึงอกถูกพัดพลิ้วลู่ลม มันยืนนิ่งสองมือไพล่หลังเงยหน้าอย่างทระนง คล้ายคนกำลังท้าทายชะตาฟ้าอย่างโดดเดี่ยว
มันคือผู้เร้นกายมาเนิ่นนาน นานจนชนรุ่นหลังแทบลืมเลือนไปแล้วว่า มันเคยเป็นนักสร้างอาวุธอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ‘ซูเซียนเทพศาสตรา’

ซูเซียน(苏先)อัจฉริยะในวัยชรา ยังได้รับการเชิดชูว่าเป็นปรมาจารย์เทพศาสตราแห่งยุคไร้ผู้ทัดเทียม บัดนี้มันหลอมรวมอาวุธพิชิตฟ้าที่เรียกว่า‘ศาสตราพิชิตสวรรค์’ ออกมาชุดหนึ่งได้สำเร็จ ถือเป็นขั้นเหนือตำนานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่มันไม่มีเวลามานั่งชื่นชม ไม่มีกระทั่งโอกาสส่งมอบแก่ผู้ที่คู่ควร
เพราะขณะนี้บรรพตนิรันดร์ไม่สงบแล้ว ขุนเขาปริศนาซึ่งเป็นสถานที่เร้นกายบำเพ็ญพรต ได้ถูกคนทรยศแพร่งพรายแล้ว เรื่องราวของศาสตราพิชิตสวรรค์ที่เพิ่งถือกำเนิดก็ถูกเปิดโปงแล้ว เหล่ายอดฝีมือที่นับเป็นขุมพลังสะท้านโลก กำลังทะยานฟ้ามุ่งหน้ามาทางนี้ แน่นอนว่าเป้าหมายคือการแย่งชิงอาวุธพิชิตฟ้าชิ้นนี้
เพราะสิ่งแปลกแยกที่กำลังทะยานฟ้าอย่างรวดเร็วนั้น มีความกดอากาศสูง ภาพบรรยากาศจึงบิดเบี้ยว เกิดเสียงหวีดหวิวลี้ลับโหยหวนน่าสยอง ราววิญญาณหญิงสาวคร่ำครวญมาจากปรโลก เด็กหนุ่มสองคนที่กำลังแบกของขึ้นเขา ได้ยินยังต้องขนหัวลุก แต่ไม่ใช่กับปรมาจารย์เทพศาสตราผู้นี้ แม้แต่ขนตายังไม่กระพริบ
ไกลสุดสายตา ตาเฒ่าซูเซียนแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังสั่นสะเทือนกลับตกตะลึง หมู่เมฆขาวอันสงบสุขกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง ก่อนถูกฉีกกระชากเป็นฟูฝอยด้วยปราณยุทธ์อันแข็งแกร่งของเหล่าศัตรู
พริบตาถัดมา ท่ามกลางท้องฟ้ากว้างไกล ไม่ว่ามองไปทิศทางใด ล้วนปรากฏจุดแสงวิบวับนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าเกิดจากแสงอาทิตย์สะท้อนต้องอาวุธอันคมกริบ หรือเกิดจากการแผ่รังสีสังหารของพวกมันกันแน่
แต่ที่รู้ นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนที่มามีพลังฝีมือในระดับแนวหน้าของด่านยุทธภพ ความเข้มแข็งของปราณยุทธ์ส่งแรงกดทับมหาศาลออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น เกินกำลังของปรมาจารย์เทพศาสตราผู้นี้จะต้านทานไหว แค่คนใดคนหนึ่งในกลุ่มลงมือ ตาเฒ่าร่วงโรยอย่างมันก็ตายอนาถแล้ว อย่าว่าแต่...
“เฮ้อ...” ซูเซียนถอนใจอย่างแรง
“แม้แต่ค่ายกลเมฆาซ่อนยังถ่วงเวลาไม่ได้สักนิด พวกมันช่างร้ายกาจยิ่งนัก...ไม่พ้นมือข้า ต้องเปื้อนเลือดอีกครั้ง” เมื่อเห็นว่าปราการด่านแรกที่ปกป้องขุนเขาถูกทำลายง่ายดายนัก ปรมาจารย์เฒ่าพึมพำพลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา มันโอดครวญราวกับไม่อาจหลีกเลี่ยง ก่อนจะตะโกนเรียกตัวช่วยออกมา
“ หลิ่วฝาง (預防)...เชี่ยโส่ว (战斗)”
“ครับอาจารย์ ครับจารย์” เสียงขานรับดังขึ้นเกือบซ้อนทับกัน พวกมันคือตัวช่วยที่ว่า ความหวังที่จะใช้พลิกสถานการณ์
ห่างไปเกือบสิบก้าว เด็กหนุ่มสองคนปรากฏกายขนาบซ้ายขวาชายชราหลังจากนั้น คนหนึ่งกระชับโล่โลหะรูปทรงกลมโค้งแบนในมืออย่างมั่นคง สีหน้าเคร่งขรึม เพียงพริบตาโล่ทรงกลมก็เรืองแสงสีฟ้าขึ้นราวกับมันคือเกราะเหล็กมีชีวิต อีกคนหนึ่งกระแทกดาบลงพื้นอย่างแรง เสียงดังฉึก! ท่าทางองอาจเปิดเผย สีหน้าแน่วแน่จริงจังแสดงความขึงขังไม่แพ้กัน แต่เนื่องจากดาบเหล็กมีขนาดใหญ่โตและน้ำหนักมากเกินไป ปลายดาบจึงเสือกแทงเข้าไปในพื้นหินที่มันยืนราวหนึ่งฉื่ออย่างไม่ตั้งใจ เด็กหนุ่มผิดคาดเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มันได้ถ่ายทอดลมปราณอุ่นเครื่องให้อาวุธชิ้นนี้พร้อมใช้งานแล้ว ดาบเหล็กสีหม่นก็เรืองแสงสีฟ้าขึ้นหลังจากนั้น
“หลิ่วฝางเร็วเข้า...โล่เทพ ชีพจรฟ้า”!!!
ซูเซียนเร่งยื่นมือเหี่ยวๆออกไปข้างลำตัว เมื่อเห็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้าอย่างรุนแรง การโจมตีอันโหดเหี้ยมได้เริ่มขึ้นแล้ว! ความแตกตื่นทาบทับความตกตะลึง มันรับรู้ว่าลำแสงนี้สามารถเป่าบรรพตนิรันดร์ให้หายไปได้ในครั้งเดียว จึงเลือกที่จะใช้เกราะป้องกัน
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ถูกเรียกว่าหลิ่วฝาง พลิ้วไหวเพียงชั่วพริบตาก็ขว้างโล่เทพออกไปประกอบเข้ากับแขนซ้ายของผู้เป็นอาจารย์ได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงที
เปรี้ยง!!!
เกิดเสียงกึกก้องกัมปนาท บรรยากาศสะเทือนไหวราวสายฟ้าผ่าพสุธา แต่พอค้นหาความเสียหายใดกลับไม่พบเจอ จากนั้นลำแสงพิฆาตสลายไปกลายเป็นละอองฝุ่น ยอดเขาปริศนายังคงอยู่ ซูเซียนยังคงอยู่ ลูกศิษย์ของมันยังคงอยู่ โล่เทพชีพจรฟ้าขยายวงแหวนกางออกมาเป็นแสงเจิดจรัสปกป้องทุกสิ่งไว้ ภายใต้รัศมีวงกลมหนึ่งร้อยจั้งไม่มีสิ่งใดสามารถทะลุทะลวงเข้ามาได้

“อาจารย์ข้า ช่างยอดเยี่ยม...ศิษย์พี่ใหญ่ก็ช่างว่องไวนัก” เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่คุมดาบอุทานออกมาอย่างชื่นชม มันย่อมเป็นเชี่ยโส่ว คำพูดแสดงชัดว่ามีฐานะเป็นศิษย์น้อง
แขนซ้ายของซูเซียนยกค้างขึ้นเหนือศีรษะ โล่เทพชีพจรฟ้าถูกใช้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่หลังจากนั้นการโจมตีจากฟากฟ้าก็ไม่ขาดสาย สายฟ้าหลากสีสันฟาดฟันกระหน่ำลงมาไม่ต่างจากพายุดาวตกอันบ้าคลั่ง
เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!!
เชี่ยโส่วมองดูลำแสงที่ปะทุเป็นสายฟ้าก่อนสลายไป มันรู้สึกย่ามใจอย่างประหลาด ราวกับกำลังมองดูพลุไฟงดงามในงานเทศกาลเฉลิมฉลองวันตรุษ...เหล่ายอดฝีมือโจมตีหนักหน่วงขนาดนี้ยังทำอะไรไม่ได้ ไม่พ้นต้องนึกดูแคลนศัตรูขึ้นมาบ้าง บางครั้งยังหัวเราะหึหึออกมา

‘ชิชะ มีฝีมือแค่นี้ยังคิดมาปล้นอาวุธ...อีกเดี๋ยวจารย์ข้าใช้ศาสตราพิชิตสวรรค์ออกมา ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเจ้าต้องตายทั้งกองทัพ’ มันยกสองมือไพล่หลัง มองดูพลุไฟอย่างสบายอารมณ์
ขณะกำลังชะล่าใจคิดประมาทศัตรูอย่างคนปัญญาอ่อน แต่หารู้ไม่ว่า อาจารย์ของมันกำลังตึงมือยิ่ง เพราะแท้จริงแล้วปรมาจารย์เทพศาสตราหาใช่ปรมาจารย์ยุทธ์ไม่ เรื่องที่มันถนัดคือการสร้างอาวุธ ไม่ใช่การต่อสู้ เมื่อปะทะกับศัตรูที่เหนือกว่า หากไม่รีบตอบโต้กลับไป แม้จะเป็นเกราะแสงโล่เทพชีพจรฟ้ายังต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน
“เชี่ยโส่วเร็วเข้า...ดาบอสูร อาญาสวรรค์”!!!

ซูเซียนตะโกนก้อง เร่งยื่นแขนขวาออกไปข้างลำตัวรอรับดาบ สายตายังคงจดจ่อต่อการโจมตีจากท้องฟ้าที่ตอนนี้รัศมีแสงเกิดรอยร้าวขึ้นมาแล้ว จิตใจมันเองก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ไม่รู้ว่าเกราะจะแตกตอนไหน แต่รอจนมือไม้สั่น ดาบก็ยังไม่มา
เชี่ยโส่วที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลดาบ เพิ่งดึงสติออกจากความคิดเหลวไหล มันกำลังกัดฟันออกแรงสุดชีวิตเพื่อถอนดาบขึ้นจากเนื้อหิน “ฉิหายละ ดาบติด”!!! ตอนนี้มันลนลานเงอะงะ เพิ่งรู้ซึ้งว่าความมักคร้านในการฝึก ส่งผลเสียเช่นนี้ ทำให้สภาวะพลังยุทธ์ที่ใช้ควบคุมดาบเกิดไม่เสถียรขึ้นมาดื้อๆ ไม่ว่ามันพยายามทิ้งตัวกระชากงัดโยกเท่าใด ดาบก็ไม่ขยับ ดูไปคล้ายตัวตลกโง่งมกำลังถอนเสาเข็มด้วยมือเปล่า แต่จนแล้วจนรอดมันยังทำหน้าที่ส่งมอบดาบไม่สำเร็จ คาดไม่ถึง ความผิดพลาดเล็กน้อยกำลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

“แค่กๆ เชี่ยโส่วเร็วเข้า!!!แค่กๆ” ปรมาจารย์แหกปากตะโกนแข่งกับเวลา ต้องสู้กับเสียงสายฟ้าฟาดจนแสบคอ แล้วร่างกายยิ่งทรุดโทรมลง พลังยุทธ์ก็ถูกรีดเร้นถึงขีดจำกัดโล่เทพในมือสั่นคลอนพยุงแทบไม่ไหว เส้นเลือดที่ขมับพลันปูดโปนฉีกขาดได้ทุกเมื่อ จังหวะการต่อสู้เกิดติดขัดไม่ต่อเนื่อง มันไม่อาจลดมือลงจึงได้แต่หันไปมองหาสาเหตุ แล้วต้องตาถลนตวาดออกไปอย่างเสียสติ
 
“ไอ้เชี่ย...ยยย !!!”
 
“ศิษย์น้องเล็ก ไอ้เชี่ยนี่!!! เจ้าทำอะไรลงไป” ศิษย์พี่หลิ่วฝางเห็นคนยักแย่ยักยันทำเสียการ จึงส่ายหน้าอย่างละอา เพื่อช่วยศิษย์น้องถอนดาบจำใจทิ้งตำแหน่งตั้งรับของตน แม้จะอยู่ห่างกันหลายสิบก้าว เพียงแค่สะบัดฝ่ามือออกไปทีหนึ่ง กระแสปราณเข้มข้นจนมองเห็นด้วยตาเปล่าก็พุ่งฝ่าอากาศเข้ากระแทกพื้นหินจนระเบิดออก กระเด็นไปทั้งดาบทั้งคน
ดาบหลุดออกมาแล้ว เชี่ยโส่วก็ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า แต่ถึงอย่างไรดาบอสูรอาญาสวรรค์ต้องตกถึงมืออาจารย์เร็วพลัน ไม่อยากเสียเวลาอีกสักลมหายใจเดียว มันรีบโยนดาบออกไปพร้อมตะโกน
“อาจารย์รับอาวุธ”
ฉึก!
ดาบอสูรปักใส่เท้าขวาซูเซียนอย่างแม่นยำราวผีผลัก
“จ๊ากกกกก...ไอ้เชี่ยยยย!!!” ปรมาจารย์เทพศาสตราแหกปากร้อยโหยหวนใบหน้าบิดเบี้ยว เส้นเลือดฝอยในดวงตาเดือดพล่าน เส้นโลหิตที่ขมับก็ระเบิดเป็นฟูฝอย
“โอ้ว! อาจารย์บาดเจ็บแล้ว” อุทานอย่างตื่นตระหนก หลิ่วฝางตกใจหน้าซีด “ศิษย์น้อง เจ้าทำอะไรลงไป”
“โอ้ว! ศัตรูร้ายกาจยิ่งนัก” เชี่ยโส่วผงะสะดุ้งถอยหลังโบ้ยออกมาประโยคหนึ่ง สาบานได้ว่ารู้สึกไปตามที่พูด ไม่ใช่มันหรอกหรือที่เพิ่งดูแคลนศัตรู ทั้งที่ความผิดพลาดเกิดจากมันโดยแท้
 
ครืน!!!
 
แต่ทันใดนั้นยังเกิดเสียงเปรี้ยงปร้างคล้ายฟ้าถล่มดินทลาย พื้นแผ่นดินยุบตัวสั่นไหวไม่สงบ ม่านน้ำตกจากยอดเขาขาดสายสาดกระเซ็น กองหินน้อยใหญ่แตกออกกลิ้งลงจากภูเขา สัตว์ป่าในทุ่งหญ้ายังตื่นตระหนกวิ่งเข้าที่กำบัง เสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมายังถูกกลบกลืนไปชั่วขณะ
อาวุธพิชิตฟ้าสำแดงฤทธิ์! โล่เทพชีพจรฟ้า ดาบอสูรอาญาสวรรค์ เมื่ออยู่ในมือปรมาจารย์เทพศาสตรา พลังงานสถิตในอาวุธทั้งสองก็เชื่อมประสาน เมื่อหลอมรวมกับจิตวิญญาณของผู้ใช้เป็นหนึ่งเดียวกัน พลันเกิดพลานุภาพสะเทือนฟ้าดิน!
 
ศาสตราพิชิตสวรรค์ พลันปรากฏ
 
หลิ่วฝางกับเชี่ยโส่ว ไม่รู้ว่าอาจารย์โดดขึ้นฟ้าไปตอนไหน แต่เมื่อจับสัมผัสได้ก็เห็นประกายแสงโชติช่วงชัชวาล พุ่งเป็นสายโดดเด่นอยู่กลางอากาศแล้ว
กลุ่มสายฟ้ายังคงฟาดฟันถล่มลงมาไม่หยุด ไม่ต้องสังเกตก็รู้ว่าเสียงฟาดฟันยังหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า เหล่าศัตรูที่เห็นเป็นแค่จุดแสงบนฟ้าร่วมมือกันเร่งโถมกำลังเป็นครั้งสุดท้าย คล้ายหวาดหวั่นต่อพลานุภาพสะท้านฟ้าดินที่เกิดขึ้นภายหลัง
ฉับพลันดาบอสูรอาญาสวรรค์แทงสวนขึ้นฟ้า
จุดแสงทั่วนภาก็หม่นหมองลง ร่วงหล่นกราวราวฝนดาวตก
.........................................
ตอนต่อไป
http://writer.dek-d.com/scriptburee/writer/view.php?id=2055694